เรื่องเล่าจากงานทอดกฐิน...วัดป่าบ้านหนองไร่
posted on 18 Oct 2009 11:10 by fonolity
หายหน้าไปจาก exteen ตั้งสองอาทิตย์ คิดถึงจริงๆ เลย เป็นเพราะว่า
ไปทำบุญกฐินสามัคคีกับบรรดา พี่ๆ น้องๆ ผองเพื่อน รวมถึงอาจารย์ที่ปรึกษา
ชมรมพุทธศาสตร์และประเพณี ลาดกระบัง ไปไกลถึงจังหวัดชัยภูมิค่ะ
ด้วยเหตุปัจจัยหลายๆ อย่างที่ลงตัว เลยทำให้ฝนไม่อาจพลาดงานบุญใหญ่
อย่างนี้ได้ วัดที่ไปทำบุญเป็นวัดป่าค่ะ ชื่อว่า วัดป่าบ้านหนองไร่ อยู่ที่ตำบล
หนองสังข์ พวกเรานั่งรถตู้ไปกันรวมได้ 5 คัน และก็ยังมีรถส่วนตัวขับไปกันอีก
จนคนล้นวัด นอกจากพวกเราที่ชาวบ้านเรียกว่า "คนไทยกรุงเทพ" แล้ว ก็ยังมีชาวบ้าน
ที่มีศรัทธาจากต่างตำบลที่อยู่ใกล้ๆ มาร่วมด้วยเช่นกัน บรรยากาศดีมากค่ะ
เรายังหาคนจิตใจดี มีน้ำใจ เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มได้มากอยู่ค่ะ แค่ออกมาอยู่ใน
ต่างจังหวัดก็หาเจอแล้ว
อิ่มบุญอิ่มอกอิ่มใจกันถ้วนหน้า สาธุ อนุโมทนาบุญกันด้วยยนะคะ เงินทำบุญครั้งนี้
มากมายจริงๆ รวบรวมได้เป้็นเงินจำนวน 1,047,399 บาทซึ่งหลักๆ ก็จะนำไปสร้างศาลา
สองชั้น เป็นศาลาที่กำลังสร้างอยู่และพวกเราก็ได้อาศัยนอนกันหนึ่งคืน แบบโอเพ่นแอร์
แต่ต้องกางมุ้งกันยุง
บางกลุ่มก็ปลีกวิเวกไปนั่งภาวนา เดินจงกรมในตอนดึกสงัด อันแสนเงียบสงบ
บางกลุ่มก็นั่งจิบน้ำชาคุยกัน เพราะห่างหายไม่ได้เจอกันนานหลายปี แต่พอได้มาอยู่
รวมกันอีกครั้ง ภาพบรรยากาศเก่าๆ ก็กลับคืนมาอย่างง่ายดาย และคุ้นเคย...
บางกลุ่มก็เข้านอนกันแต่หัวค่ำเพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าใส่บาตร และเตรียมงานกันต่อ
บริเวณของวัดป่ามีแต่ธรรมชาติจริงๆ ค่ะ ต้นไม้ ทุ่งนาข้าวเขียวขจี อันนี้มาเห็นกันชัดๆ
ก็ตอนเช้าที่เราเดินออกไปใส่บาตรกันที่ทางเข้าวัดใกล้ๆ กับหมู่บ้าน เพราะกว่าเราจะเดินทางมาถึง
ของวันแรกก็เกือบๆ มืดแล้ว ที่วัดนี้มีพระจำพรรษาเพียงแค่ห้ารูปเท่านั้นค่ะ และก็มีแต่พระปฏิบัติดี
ปฏิบัติชอบทั้งนั้น กราบได้อย่างสนิทใจ แม้เวลาฟังท่านเทศน์สอนก็เย็นจิตเย็นใจมากโข
ใจความสำคัญที่อยากบอกเล่าไว้ก็คือ ท่านว่าการที่เราจะทำสิ่งใดก็แล้วแต่ ท่านให้ตรวจทาน
"ก่อนทำก็สบายใจ หลังจากทำแล้วก็สบายใจ เมื่อเราหวนระลึกถึงก็ยังสบายใจอยู่" ท่านว่านั่นเป็นสิ่งดีแล้ว
ทำได้ไม่เดือดร้อนใครทั้งตัวเราและผู้อื่นก็จะเป็นบุญ "ไปไหนก็ให้จิตใจเราเป็นบุญ ระลึกถึง พุทโธไว้ในใจเสมอ"
"แม้หากจะมีครอบครัวก็ขอให้มีศีลห้าอยู่ในใจ คอยตรวจทานในแต่ละวันก็เป็นบุญได้เหมือนกัน"
นอกจากนี้ท่านก็ยังมีปริศนาธรรม ถามพวกเราด้วย ก็มีพี่บางคนที่ตอบได้ เพราะศึกษาอย่างจริงจัง
ท่านให้ไว้ว่า "สี่คนหาม สามคนแห่ หนึ่งคนนั่งแคร่ สองคนพาไป" หมายถึงอะไร
สี่คนหาม ก็คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ท่านว่าสี่อย่างนี้ประกอบรวมกันเป็นร่างกายของเราแต่ละคน
จะขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไปก็ไม่ได้ มันจะอยู่ไม่ได้นะ ดินก็คือก้อนเนื้อ น้ำก็หมายรวมถึงของเหลวทุกอย่างในร่างกาย
ลมก็คือลมหายใจเข้าออกนี้ และไฟก็เป็นสิ่งที่ทำให้ร่างกายเราอบอุ่น เกิดการเผาผลาญในกายเรานี่
สามคนแห่ หมายถึง ความโลภ ความโกรธ และความหลง นั่นแหล่ะเขาแห่เราไป ถ้าหากว่าเราตกไปอยู่ภายใต้
สามสิ่งนี้ ต้องรักษาใจเราอย่าให้ตกลงไปได้
หนึ่งคนนั่งแคร่ ก็ชัดเจน หมายถึงใจของเจ้าของที่ต้องคอยเฝ้าดู คอยรักษาไว้ให้ดี ให้อยู่ในบุญกุศล
สองคนพาไป นี่ก็คือบุญกับบาปเท่านั้นแหล่ะ สองอย่างนี้จะมาคู่กัน ช่วงไหนกำลังบุญมาก บาปก็จะอ่อนแรงไม่แสดงผล ดังนั้นใจเราให้เป็นบุญเสมอ โอกาสที่จะทำบาปก็น้อยลง ถ้าเผลอเสียแล้วบาปก็จะพาเราไปเสีย มันยิ่งทำกันง่ายนะบาปกรรมนี่ ก็อิ่มในใจที่ได้ฟังท่านสอน ให้ธรรมะไว้ในใจเรา
อย่างหนึ่งที่ฝนประทับใจก็คือ ไม่ต้องไปอัมพวาก็เจอหิ่งห้อยวิบวับเต็มฟ้าได้เหมือนกัน ที่นี่ค่ะยังมีอยู่
แล้วก็ยังเจอแมงกว่าง หรือเรียกด้วงกวาง อันนี้เด็กกรุงเทพสมัยใหม่อาจจะไม่รู้จักแล้วก็ได้
นอกจากนี้ก็มีกล้วย อ้้อย และมะละกอผูกไว้ตามต้นไม้ ตามเสาตลอดทางที่เดินผ่าน
ฝนสงสัยเลยถามชาวบ้านที่มาช่วยกางมุ้งว่าผูกไว้ทำไม เขาเลยบอกว่าผูกไว้เพื่อให้ทานค่ะ ทำบุญแล้วก็ต้องให้ทาน กินได้จ้ะ แต่ว่าต้องให้เสร็จพิธีก่อนนะ (สงสัยกลัวเราจะแอบกิน อิอิ) ถึงบอกว่าที่นี่ยังอุดมสมบูรณ์มาก เป็นป่าที่ธรรมชาติสุดๆ ค่ะ เรื่องนี้เป็นเรื่องสบายใจที่อยากแบ่งปันให้ได้อ่าน
ถ้ามีโอกาสไปทำบุญกันที่ไหนก็เอามาเล่าสู่กันฟังได้นะคะ...
"หวนระลึกถึงก็ยังสบายใจ"
ชอบจังเลย..
#1 By kriangkrai on 2009-10-18 11:57